<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[วันสำคัญทางศาสนา]]></title>
<link>https://cpn.onab.go.th/th/content/category/index/id/73</link>
<atom:link href="https://cpn.onab.go.th/th/content/category/index/id/73" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วันเข้าพรรษา]]></title>
<link>https://cpn.onab.go.th/th/content/category/detail/id/73/iid/462</link>
<guid isPermaLink="false">1ba138232a51859c3ecdbc9bca714172</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:48px;"><span style="color:#006400;"><strong>...วันเข้าพรรษา...</strong></span></span></p>

<p style="text-align: center;"><span style="font-size:48px;"><span style="color:#006400;"><strong><img alt="" src="https://cpn.onab.go.th/cms/s33/u276/cover_วันเข้าพรรษา1.jpg" style="width: 640px; height: 357px;" /></strong></span></span></p>

<p align="JUSTIFY">&nbsp;</p>

<p align="JUSTIFY"><font face="MS Sans Serif" size="3"><b>ประวัติความเป็นมา.-</b></font></p>

<p align="JUSTIFY"><font color="#0000cc" face="MS Sans Serif" size="3">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font face="MS Sans Serif" size="3">ส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทับอยู่ ณ วัดเวฬุวันเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธมีเหตุการณ์เกิดขึ้นคือพวกชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง พากันกล่าวตำหนิพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนาว่า ช่างไม่รู้จักกาลเวลาเสียเลย พากันจาริกไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดยั้ง แม้ในระหว่างฤดูฝน บางครั้งก็ไปเหยียบข้าวกล้าของชาวนาเสียหาย ขณะที่พวกนิครณถ์ นักบวชในศาสนาอื่น และฝูงนกยังหยุดพักผ่อน ไม่ท่องเที่ยวไปในฤดูฝนเช่นนี้ เรื่องนี้ทราบถึงพระพุทธเจ้าในกาลต่อมา พระองค์จึงทรงรับสั่งให้พระสงฆ์ประชุมพร้อมกัน ตรัสถามจนได้ความเป็นจริงแล้ว จึงทรงบัญญัติเรื่องการเข้าพรรษาไว้ว่า &ldquo;อนุชานามิ ภิกขะเว วัสสัง อุปะคันตุง แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้พวกเธออยู่จำพรรษา&rdquo;</font></p>

<p align="JUSTIFY"><font color="#0000cc" face="MS Sans Serif" size="3">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font face="MS Sans Serif" size="3">วันเข้าพรรษานี้ โดยทั่วไปกำหนดในวันแรม 1 คํ่า เดือน 8 เรียกว่า วันเข้าพรรษาแรก (ปุริมพรรษา) ถ้าปีใดเป็นอธิกมาส มี เดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปเข้าพรรษา ในวันแรม 1 คํ่า เดือน 8 หลัง ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถเข้าพรรษาได้ ก็เลื่อนเข้าพรรษาในแรม 1 คํ่า เดือน 9 ก็ได้ไปสิ้นสุดเอาวันขึ้น 15 คํ่า เดือน 12 เรียกว่า วันเข้าพรรษาหลัง (ปัจฉิมพรรษา)</font></p>

<p align="JUSTIFY"><font color="#0000cc" face="MS Sans Serif" size="3">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font face="MS Sans Serif" size="3">การถือปฏิบัติวันเข้าพรรษาในประเทศไทยสมัยก่อน ประชาชนไทยส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม จะเริ่มทำไร่ทำนาปักดำข้าวกล้าก่อนพรรษากาล พอพระสงฆ์เข้าพรรษา ก็จะเสร็จงานในไร่นา ย่อมมีเวลาว่างมาก ประกอบกับการคมนาคมไปมาระหว่างสถานที่ต่าง ๆ ก็ไม่ค่อยสะดวกเนื่องจากฝนตกชุก และนํ้าเจิ่งนองเต็มแม่นํ้าลำคลองทั่วไป ชาวบ้านจึงถือโอกาสเข้าวัดถวายทาน รักษาศีล ฟังธรรมและเจริญภาวนาเพิ่มพูนบุญกุศลกันมากขึ้น ดังนั้น เมอื ถึงวันเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชน ก็พากันหาอาหารทั้งคาวหวาน ผลไม้ และเครื่องอุปโภคที่จำเป็นแก่สมณะนำไปถวายพระภิกษุสงฆ์ ในวัดใกล้บ้านตน พระภิกษุสงฆ์ก็แนะนำสั่งสอนให้เกิดศรัทธาในการปฏิบัติ ตามหลักทาน ศีลและภาวนาและความไม่ประมาทในการประกอบคุณความดีอื่น ๆ</font></p>

<p align="JUSTIFY"><font color="#0000cc" face="MS Sans Serif" size="3">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font face="MS Sans Serif" size="3">ตามประวัติศาสตร์ พุทธศาสนิกชนชาวไทย ได้เริ่มบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษานี้ตั้งแต่ สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีดังข้อความในศิลาจารึก ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ว่า &ldquo;พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้าทั้งท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งหญิงทั้งชาย ฝูงท่วยมีศรัทธาใน พุทธศาสน์ มักทรงศีล เมื่อพรรษาทุกคน&rdquo; นอกจากการรักษาศีลแล้ว พุทธศาสนิกชนไทยในสมัยสุโขทัยนั้น ยังได้บำเพ็ญกุศลอื่น ๆ ดังรายละเอียดปรากฏอยู่ในหนังสือนางนพมาศ พอ สรุปได้ดังนี้ เมื่อถึงเดือน 8 ก็มีพระราชพิธีอาษาฒมาส พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปจะได้เข้าจำพรรษา ในพระอารามต่าง ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้จัดแจงเสนาสนะถวาย พร้อมทั้งบริขารอันควรแก่สมณะบริโภค เช่น เตียง ตั่ง เสื่อสาด เทียนจำนำพรรษา เพื่อบูชาพระรัตนตรัย ในพระอารามหลวงทั่วราชอาณาจักร แม้ชาวเมืองสุโขทัย ก็บำเพ็ญกุศลเช่นนี้ในวัดประจำตระกูลของตน<br />
การบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษานี้ ยังมีประเพณีสำคัญอยู่ 2 ประเพณี ควรนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้</font></p>

<p align="JUSTIFY">&nbsp;</p>

<p align="JUSTIFY"><font color="#0000cc" face="MS Sans Serif" size="3">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font face="MS Sans Serif" size="3">ประเพณีแห่เทียนพรรษาประเพณีนี้คงเกิดขึ้นจากความจำเป็นที่ว่า สมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าใช้กันดังปัจจุบัน เมื่อพระสงฆ์จำพรรษารวมกันมาก ๆ ก็จะต้องปฏิบัติกิจวัตร เช่น การทำวัตรสวดมนต์เช้ามืดและตอนพลบคํ่า การศึกษาพระปริยัติธรรม กิจกรรมเหล่านี้ล้วนต้องการแสงสว่าง โดยเฉพาะแสงสว่างจากเทียนที่พระสงฆ์จุดบูชาพระรัตนตรัย และเพื่อต้องการใช้แสงสว่างโดยตรง ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนิกชน จึงนิยมหล่อเทียนต้นใหญ่ กะว่าจะจุดได้ตลอดเวลา 3 เดือน ไปถวายพระภิกษุในวัดใกล้ ๆ บ้าน เป็นพุทธบูชา เทียนดังกล่าวเรียกว่า &ldquo;เทียนจำนำพรรษา&rdquo; ก่อนจะนำเทียนไปถวายนี้ ชาวบ้านมักจัดเป็นขบวนแห่แหนกันไปอย่างเอิกเกริก สนุกสนาน เรียกว่า &ldquo;ประเพณีแห่เทียนจำนำพรรษา&rdquo; ดังขอสรุป เนื้อหาจากหนังสือนางนพมาศดังนี้ เมื่อถึงวันขึ้น 15 คํ่าทั้งทหารบกและทหารเรือก็จัดขบวนแห่เทียนจำนำพรรษา ทั้งใส่คานหาบไปและลงเรือ ประดิษฐานอยู่ในบุษบกทองคำ ประดับธงทิว ตีกลอง เป่าแตรสังข์ แห่ไป ครั้นถึงพระอารามแล้ว ก็ยกต้นเทียนนั้นเข้าไปถวายในพระอุโบสถหอพระธรรมและพระวิหาร จุดตามให้สว่างไสวในที่นั้น ๆ ตลอด 3 เดือน ดังนี้ทุกพระอาราม ในวัดราษฎร์ทั้งหลาย ก็มีพิธีทำนองนี้ทั่วพระราชอาณาจักร ปัจจุบันประเพณีแห่เทียนจำนำพรรษานี้ ยังถือปฏิบัติกันอยู่ทั่วไป บางจังหวัด เช่น อุบลราชธานี ถือให้เป็นประเพณีเด่นประจำจังหวัดตน ได้จัดประดับตกแต่งต้นเทียนใหญ่ๆ มีการประกวดแข่งขันแล้วแห่แหนไปถวายตามวัดต่าง ๆ</font></p>

<p align="JUSTIFY"><font color="#0000cc" face="MS Sans Serif" size="3">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</font><font face="MS Sans Serif" size="3">ประเพณีถวายผ้าอาบนํ้าฝน การถวายผ้าอาบนํ้าฝนนี้เกิดขึ้นแต่สมัยพุทธกาล คือ มหาอุบาสิกาชื่อว่า วิสาขา ได้ทูลขอพระบรมพุทธานุญาต ให้พระสงม์ได้มีผ้าอาบนํ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนเวลาสรงนํ้าฝน ระหว่างฤดูฝน นางวิสาขาจึงเป็นสตรีคนแรก ที่ได้รับพุทธานุญาตให้ถวายผ้าอาบนํ้าฝนแด่พระสงฆ์ ด้วยเหตุนี้ เมื่อถึงวันเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี จึงนิยมนำผ้าอาบนํ้าฝน ไปถวายพระสงฆ์ผู้จะอยู่จำพรรษา พร้อมกับอาหารและเครื่องใช้ที่จำเป็นต่าง ๆ แม้ในปัจจุบัน พุทธศาสนิกชนไทยก็ยังคงปฏิบัติกิจกรรมอย่างนี้อยู่ บางวัดมีการแจกฎีกานัดเวลาประกอบพิธีถวายผ้าอาบนํ้าฝน (วัสสิกสาฎก) หรือผ้าจำนำพรรษาและเครื่องใช้อื่น ๆ ณ ศาลาบำเพ็ญกุศลของวัดใกล้บ้านตน</font></p>
]]></description>
<enclosure url='https://cpn.onab.go.th/th/file/get/file/20200730a0d20cf0e2939dc3c579886ac5c39b53103055.jpg' type='image/jpg' length='96999' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เรื่อง]]></title>
<link>https://cpn.onab.go.th/th/content/category/detail/id/73/iid/463</link>
<guid isPermaLink="false">c2ec8d8f7ebb7ee6ff71fd6e7da43e65</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<h2>&nbsp;</h2>
]]></description>
<enclosure url='https://cpn.onab.go.th/th/file/get/file/20210511e5b6550d530718dff089c42840ebbcd1120950.jpg' type='image/jpg' length='57838' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วันมาฆบูชา]]></title>
<link>https://cpn.onab.go.th/th/content/category/detail/id/73/iid/464</link>
<guid isPermaLink="false">c77de94c3a3a7639e066ec88342864e4</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h2>เปิดประวัติและความสำคัญ &quot;วันมาฆบูชา&quot; 2564 วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง &quot;โอวาทปาติโมกข์&quot; หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา</h2>

<p><strong>&ldquo;วันมาฆบูชา&rdquo;&nbsp;</strong>นับเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของเราชาวพุทธ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 &ldquo;มาฆบูชา&rdquo; ย่อมาจากคำว่า &ldquo;มาฆปุรณมี&rdquo; ซึ่งแปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน 3&nbsp;ดังนั้น วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3&nbsp;แต่ถ้าปีใดมีเดือน อธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4&nbsp;<br />
&nbsp;</p>

<nav data-category="ข่าวทั่วไป"><img alt="เปิดประวัติและความสำคัญของ “วันมาฆบูชา” 2564  " src="https://medias.thansettakij.com/images/2021/02/26/1614275746.jpg" /></nav>

<header>
<h1>เปิดประวัติและความสำคัญของ &ldquo;วันมาฆบูชา&rdquo; 2564<img alt="line sharing button" src="https://platform-cdn.sharethis.com/img/line.svg" /></h1>
</header>

<p>เปิดประวัติและความสำคัญ &quot;วันมาฆบูชา&quot; 2564 วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง &quot;โอวาทปาติโมกข์&quot; หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา</p>

<p><strong>&ldquo;วันมาฆบูชา&rdquo;&nbsp;</strong>นับเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของเราชาวพุทธ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 &ldquo;มาฆบูชา&rdquo; ย่อมาจากคำว่า &ldquo;มาฆปุรณมี&rdquo; ซึ่งแปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน 3&nbsp;ดังนั้น วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3&nbsp;แต่ถ้าปีใดมีเดือน อธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4&nbsp;</p>

<section>
<p><strong>โอวาทปาติโมกข์&nbsp;</strong>เป็นหลักคำสอนสำคัญ เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาแก่ที่ประชุมพระสงฆ์เหล่านั้น เพื่อวางจุดหมาย หลักการ และวิธีการ ในการเข้าถึงพระพุทธศาสนาแก่พระอรหันต์สาวกและพุทธบริษัททั้งหลาย พระพุทธองค์จึงทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์เป็นพระพุทธพจน์ 3 คาถากึ่ง ท่ามกลางมหาสังฆสันนิบาตนั้น มีใจความดังนี้</p>

<p>-<strong>พระพุทธพจน์คาถาแรก</strong>&nbsp;ทรงกล่าวถึง&nbsp;พระนิพพาน ว่า เป็นจุดมุ่งหมายหรืออุดมการณ์อันสูงสุดของบรรพชิตและพุทธบริษัท อันมีลักษณะที่แตกต่างจากศาสนาอื่น</p>

<p>-<strong>พระพุทธพจน์คาถาที่สอง</strong>&nbsp;ทรงกล่าวถึง &quot;วิธีการอันเป็นหัวใจสำคัญเพื่อเข้าถึงจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาแก่พุทธบริษัททั้งปวงโดยย่อ&quot; คือ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญแต่ความดี และการทำจิตของตนให้ผ่องใสเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง ส่วนนี้เองของโอวาทปาติโมกข์ที่พุทธศาสนิกชนมักท่องจำกันไปปฏิบัติ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งคาถาในสามคาถากึ่งของโอวาทปาติโมกข์เท่านั้น</p>

<p>-<strong>พระพุทธพจน์คาถาสุดท้าย&nbsp;</strong>ทรงกล่าวถึงหลักการปฏิบัติของพระสงฆ์ผู้ทำหน้าที่เผยแผ่พระศาสนา 6 ประการ คือ การไม่กล่าวร้ายใคร&nbsp;การไม่ทำร้ายใคร การมีความสำรวมในปาติโมกข์ทั้งหลาย การเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร การรู้จักที่นั่งนอนอันสงัด และบำเพ็ญเพียรในอธิจิต</p>
&nbsp;

<p><strong>การถือปฏิบัติวันมาฆบูชาในประเทศไทย</strong></p>

<p>พิธีวันมาฆบูชานี้ ไม่เคยทำมาก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายไว้ว่า เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4&nbsp;แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โดยทรงถือตามแบบของโบราณบัณฑิตที่ได้นิยมกัน</p>

<p><strong>การประกอบพิธีมาฆะบูชา</strong></p>

<p>ได้เริ่มในพระบรมมหาราชวังก่อนในสมัยรัชกาลที่ 4 มีพิธีการพระราชกุศลในเวลาเช้า พระสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหารและวัดราชประดิษฐ์ 30 รูป ฉันในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เวลาค่ำ เสด็จออกทรงจุดธูปเทียนเครื่องมนัสการแล้ว พระสงฆ์สวดทำวัตรเย็นเสร็จแล้ว&nbsp;สวดมนต์ต่อไปมีสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ด้วย</p>

<p>สวดมนต์จบทรงจุดเทียนรายตามราวรอบพระอุโบสถ 1,250 เล่ม มีการประโคมอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงมีการเทศนาโอวาทปาติโมกข์ 1 กัณฑ์ ทั้งเทศนาภาษาบาลีและภาษาไทย เครื่องกัณฑ์ มีจีวรเนื้อดี 1 ผืน เงิน 3 ตำลึง&nbsp;และขนมต่าง ๆ เทศนาจบพระสงฆ์ ซึ่งสวดมนต์ 30 รูป สวดรับการประกอบพระราชกุศลเกี่ยวกับวันมาฆบูชาในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกประกอบพิธีด้วยพระองค์เองทุกปีมิได้ขาด</p>

<p>สมัยต่อมามีการเว้นบ้าง เช่น รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว&nbsp;ได้เสด็จออกเองบ้าง มิได้เสด็จออกเองบ้างเพราะมักเป็นเวลาที่ประสบกับเวลาเสด็จประพาสหัวเมืองบ่อย ๆ&nbsp;หากถูกคราวเสด็จไปประพาสบางปะอิน หรือพระพุทธบาท&nbsp;พระพุทธฉาย พระปฐมเจดีย์ พระแท่นดงรัง ก็จะทรงประกอบพิธีมาฆบูชา ในสถานที่นั้น ๆ ขึ้นอีก&nbsp;ส่วนหนึ่งต่างหากจากในพระบรมมหาราชวัง</p>

<p>ต่อมาได้ขยายออกไปให้พุทธบริษัทได้ปฏิบัติตามอย่างเป็นระบบสืบมาจนปัจจุบันมีการบูชา ด้วยการเวียนเทียน และบำเพ็ญกุศลต่าง ๆ ส่วนกำหนดวันประกอบพิธีมาฆบูชานั้น ปกติตรงกับวันเพ็ญเดือน 3&nbsp;หากปีใดเป็นอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหนจะเลื่อนไปตรงกับวันเพ็ญเดือน 4</p>

<p>&nbsp;<strong>ประวัติความเป็นมา</strong></p>

<p>มาฆบูชา นับเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา กล่าวคือ เป็นวันที่มีการประชุมสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพุทธศาสนา เรียกว่า&nbsp;<strong>จาตุรงคสันนิบาต</strong>&nbsp;คือ มีเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้น &nbsp;4 ประการในวันเดียวกัน คือ</p>

<p>1.พระสงฆ์ จำนวน 1,250 มาประชุมพร้อมเพรียงกันยังวัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นที่พำนักของพระพุทธเจ้าโดยมิได้นัดหมาย</p>

<p>2.พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นเอหิภิกขุ ที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น ซึ่งเรียกว่า&nbsp;เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ การอุปสมบทให้ด้วยพระวาจา</p>

<p>3.พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา</p>

<p>4.วันที่พระสงฆ์ทั้งหมดมาชุมนุมกันนี้ตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3)</p>

<p>ในโอกาสนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงพระธรรมเทศนา ที่เรียกว่า&nbsp;<strong>โอวาทปาติโมกข์&nbsp;</strong>เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นการประกาศหลักการอุดมการณ์และวิธีการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ณ เวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์</p>
</section>
]]></description>
<enclosure url='https://cpn.onab.go.th/th/file/get/file/20210511a6a2bd980365936356b85ee085d6760b105851.jpg' type='image/jpg' length='100900' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วันออกพรรษา]]></title>
<link>https://cpn.onab.go.th/th/content/category/detail/id/73/iid/465</link>
<guid isPermaLink="false">93f11703b1c5966c844dd3090c9311ac</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong><span style="font-size:48px;">วันออกพรรษา</span></strong></p>

<p align="left">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<img alt="" src="https://cpn.onab.go.th/cms/s33/u276/วันออกพรรษา_1.jpg" style="width: 600px; height: 310px;" /></p>

<p align="left"><u><strong>ประวัติความเป็นมา</strong></u><br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วันออกพรรษา เป็นวันสิ้นสุดการจำพรรษาของพระภิกษุสงฆ์ที่ร่วมกันในวัดหรือสถานที่ซึ่ง อธิษฐานเข้าตลอดระยะเวลา 3 เดือน ในวันนี้พระสงฆ์จะประกอบพิธีทำสังฆกรรม ซึ่งเรียกว่า วันมหาปวารณา คือ วันที่พระภิกษุ์สงฆ์ทุกรูปจะอนุญาตให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ในเรื่องราวเกี่ยวกับความประพฤติต่างๆ นับตั้งแต่พระสังฆเถระ ได้แก่ พระภิกษุ์ผู้ที่มีอาวุโสสูงลงมา จะสามารถว่ากล่าวตักเตือนหรือเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยซึ่งกันและกัน&nbsp;</p>

<p align="left">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การกระทำมหาปวารณา เป็นการสังฆกรรมอย่างหนึ่งแทนการสวดพระปาฏิโมกข์ (พระวินัย) ที่ได้กระทำกันทุกๆ 15 วันในช่วงเข้าพรรษา</p>

<p align="left">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วันออกพรรษานี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า&nbsp;<strong>วันปวารณา&nbsp;</strong>(อ่านว่า&nbsp; ปะ-วา-ระ-นา) หรือ<strong>วันมหาปวารณา</strong>&nbsp;คือ วันที่เปิดโอกาสให้เพื่อนพระภิกษุ ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ด้วยเมตตาจิต เมื่อได้เห็น ได้ฟัง หรือสงสัยในพฤติกรรมของกันและกัน ซึ่งความเป็นมาของการทำปวารณากรรม หรือให้พระภิกษุว่ากล่าวตักเตือนกันและกัน ในวันออกพรรษานี้ สืบเนื่องมาจากในสมัยพุทธกาล พุทธสาวกจะมีธรรมเนียมปฏิบัติอยู่อย่างหนึ่ง คือ เมื่อออกพรรษาหมดฤดูฝน แม้จะจำพรรษาอยู่ที่ใกล้ไกลแค่ไหน ก็จะพากันเดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ครั้นได้เฝ้าแล้ว พระพุทธองค์จะทรงตรัสถาม ถึงสิ่งที่พระภิกษุได้ประพฤติปฏิบัติในระหว่างจำพรรษา ปรากฏว่ามีพระภิกษุกลุ่มหนึ่ง เกรงว่าในช่วงจำพรรษาด้วยกัน จะเกิดการขัดแย้งทะเลาะวิวาท จนอยู่ไม่สุขตลอดพรรษา จึงได้ตั้งกติกากันเองว่า จะไม่พูดจากัน เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องนี้ จึงทรงตำหนิว่าการประพฤติ มูควัตร (ทำตนเป็นใบ้เงียบไม่พูดจากัน) เป็นเรื่องเหลวไหลไร้ประโยชน์ที่พึงมีพึงได้ เพราะประพฤติเหมือนพฤติกรรมของสัตว์ เช่น แพะ แกะ ไก่ วัว ที่อยู่ด้วยกันก็ไม่ถามไถ่ทุกข์สุขของกันและกัน</p>

<p align="left">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แล้วทรงสั่งสอนภิกษุทั้งหลายว่า ความประพฤติเช่นนั้นไม่สมควรแก่คนทั้งหลายหรือผู้ที่มีความเจริญแล้ว แล้วจึงทรงวางระเบียบวินัยให้เป็นหลักปฏิบัติสืบต่อมาว่าให้ภิกษุที่จำพรรษา ครบสามเดือนแล้วทำปวารณาแทนอุโบสถสังฆกรรมในวันออกพรรษา การ ปวารณาหรือการว่ากล่าวตักเตือนในหมู่สงฆ์นี้ ผู้ว่ากล่าวตักเตือนจะต้องทำด้วยความเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้ถูกตักเตือนทั้งกาย วาจา และใจ ส่วนผู้ถูกว่ากล่าวตักเตือนก็ต้องมีใจกว้าง มองเห็นความปรารถนาดีของผู้ตักเตือน ถ้าเป็นจริงตามคำกล่าวก็ปรับปรุงตัวใหม่ หากไม่จริง ก็สามารถชี้แจงแสดงเหตุผลให้กระจ่าง ทั้งสองฝ่ายต้องคิดว่าทักท้วงเพื่อก่อ ฟังเพื่อแก้ไข จึงจะได้ประโยชน์ และตรงกับความมุ่งหมายของการปวารณา ที่จะสร้างความสมัครสมานสามัคคี และดำรงความบริสุทธิ์หมดจดไว้ในสังคมพระสงฆ์<br />
&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับฆราวาสหรือพุทธศาสนิกชน ก็สามารถนำหลักการปวารณาในวันออกพรรษานี้ มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้ทั้งในครอบครัว สถานศึกษาหรือในสถานที่ทำงาน โดยยึดความเมตตาต่อกันเป็นที่ตั้ง คือ ถ้าจะติก็ติด้วยความหวังดีมิใช่ทำลายอีกฝ่าย ส่วนผู้ถูกติก็ควรรับฟังด้วยดี และมองเห็นความหวังดีของผู้ว่ากล่าว หากจริงก็แก้ไข ไม่จริงก็ปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน เช่นนี้ย่อมทำให้สังคมเกิดความสงบสุข&nbsp; สามารถแก้ไขปัญหาและพร้อมจะพัฒนาไปด้วยกันทุกฝ่าย สรุูปได้ว่าความสำคัญของวันออกพรรษา เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาอีกวันหนึ่งด้วยเหตุผล คือ</p>

<p>พระสงฆ์ได้รับพระบรมพุทธานุญาต ให้จาริกไปค้างแรมที่อื่นได้</p>

<p>เมื่อออกพรรษา พระสงฆ์จะได้นำความรู้จากหลักธรรมและประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างพรรษา ไปเผยแพร่แก่ประชาชน</p>

<p>ในวันออกพรรษาพระ สงฆ์จะได้ทำปวารณา เปิดโอกาสให้เพื่อนภิกษุว่ากล่าวตักเตือน เรื่องความประพฤติของตนเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ ความเคารพนับถือ และความสามัคคีกันระหว่างสมาชิกของสงฆ์</p>

<p>&nbsp;พุทธศาสนิกชนได้นำแบบอย่างไปทำปวารณา เปิดโอกาสให้ ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตนเองเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาตนและสร้างสรรค์สังคม ต่อไป</p>

<p align="left">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับคำกล่าวที่พระพุทธเจ้า ทรงมีพระบรมพุทธานุญาต ให้พระภิกษุกระทำการปวารณาต่อกันว่า&nbsp;<strong>&ldquo;อนุชานามิ ภิกขะเว วัสสัง&nbsp; วุตถานัง ภิกขูนัง ตีหิ ฐาเนหิ ปะวาเรตุง ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา...&rdquo;</strong>&nbsp;แปลว่า<strong>&nbsp;&ldquo;ภิกษุ ทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้ว ปวารณากันในสามลักษณะ คือ ด้วยการเห็นก็ดี ด้วยการได้ยินก็ดี ด้วยการสงสัยก็ดี&rdquo;</strong></p>
]]></description>
<enclosure url='https://cpn.onab.go.th/th/file/get/file/202106046bb61e3b7bce0931da574d19d1d82c88142303.jpg' type='image/jpg' length='47644' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วันวิสาขบูชา]]></title>
<link>https://cpn.onab.go.th/th/content/category/detail/id/73/iid/466</link>
<guid isPermaLink="false">b5b92e6dba9cb9f3ab12b56b1e2a5be1</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#ffffff;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;"><span style="background-color:#ffffff;">&nbsp;</span></span></span><span style="background-color:#ffffff;">&nbsp; &nbsp;</span></span><strong><span style="font-size:72px;"><span style="color:#ffffff;"><span style="background-color:#ffffff;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </span></span><span style="background-color:#ffff00;">วันวิสาขบูชา</span></span></strong></p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<img alt="" src="https://cpn.onab.go.th/cms/s33/u276/KapookToday_Visaka.jpg" style="width: 400px; height: 400px;" /></p>

<p style="text-align: justify;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;<span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">วันวิสาขบูชา 2560 ตรงกับวันพุธที่ 10 พฤษภาคม เชื่อว่าทุกคนรู้จักชื่อวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอย่างวันวิสาขบูชากันดีอยู่แล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบความเป็นมา และความสำคัญของวันวิสาขบูชา ถ้างั้นอย่ารอช้า...เราไปค้นหาความหมายของวันวิสาขบูชา และอ่านประวัติวันวิสาขบูชา พร้อม ๆ กันดีกว่าค่ะ</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;"><strong>ความหมายของวันวิสาขบูชา</strong></span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คำว่า วิสาขบูชา ย่อมาจากคำว่า &quot;วิสาขปุรณมีบูชา&quot; แปลว่า &quot;การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ&quot; ดังนั้น วิสาขบูชา จึงหมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือน 6&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;"><strong>การกำหนดวันวิสาขบูชา</strong></span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน แต่ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ กลางเดือน 7 หรือราวเดือนมิถุนายน</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อย่างไรก็ตาม ในบางปีของบางประเทศอาจกำหนด วันวิสาขบูชา ไม่ตรงกับของไทย เนื่องด้วยประเทศเหล่านั้นอยู่ในตำแหน่งที่ต่างไปจากประเทศไทย ทำให้วันเวลาคลาดเคลื่อนไปตามเวลาของประเทศนั้น ๆ</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">ประวัติวันวิสาขบูชาและความสำคัญของ วันวิสาขบูชา</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่เกิด 3 เหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวียนมาบรรจบกันในวันเพ็ญเดือน 6 แม้จะมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับเวลาหลายสิบปี ซึ่งเหตุการณ์อัศจรรย์ 3 ประการ ได้แก่...</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;"><strong>1. วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ</strong></span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อพระนางสิริมหามายา พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระครรภ์แก่จวนจะประสูติ พระนางแปรพระราชฐานไปประทับ ณ กรุงเทวทหะ เพื่อประสูติในตระกูลของพระนางตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น ขณะเสด็จแวะพักผ่อนพระอิริยาบถใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ณ ใต้ต้นสาละนั้น ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 80 ปี ครั้นพระกุมารประสูติได้ 5 วัน ก็ได้รับการถวายพระนามว่า &quot;สิทธัตถะ&quot; แปลว่า &quot;สมปรารถนา&quot;</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อข่าวการประสูติแพร่ไปถึงอสิตดาบส 4 ผู้อาศัยอยู่ในอาศรมเชิงเขาหิมาลัย และมีความคุ้นเคยกับพระเจ้าสุทโธทนะ ดาบสจึงเดินทางไปเข้าเฝ้า และเมื่อเห็นพระราชกุมารก็ทำนายได้ทันทีว่า นี่คือผู้จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงกล่าวพยากรณ์ว่า &quot;พระราชกุมารนี้จักบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ เห็นแจ้งพระนิพพานอันบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ทรงหวังประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก จะประกาศธรรมจักรพรหมจรรย์ของพระกุมารนี้จักแพร่หลาย&quot; แล้วกราบลงแทบพระบาทของพระกุมาร พระเจ้าสุทโธทนะทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์นั้นทรงรู้สึกอัศจรรย์และเปี่ยมล้นด้วยปีติ ถึงกับทรุดพระองค์ลงอภิวาทพระราชกุมารตามอย่างดาบส</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;"><strong>2. วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ</strong></span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หลังจากออกผนวชได้ 6 ปี จนเมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา เจ้าชายสิทธัตถะก็ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดของวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สิ่งที่ตรัสรู้ คือ อริยสัจสี่ เป็นความจริงอันประเสริฐ 4 ประการของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่ต้นมหาโพธิ์ และทรงเจริญสมาธิภาวนาจนจิตเป็นสมาธิได้ฌานที่ 4 แล้วบำเพ็ญภาวนาต่อไปจนได้ฌาน 3 คือ</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ยามต้น : ทรงบรรลุ &quot;ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ&quot; คือ ทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่นได้</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ยามสอง : ทรงบรรลุ &quot;จุตูปปาตญาณ&quot; คือ การรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการมีตาทิพย์สามารถเห็นการจุติและอุบัติของวิญญาณทั้งหลาย</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ยามสาม หรือยามสุดท้าย : ทรงบรรลุ &quot;อาสวักขยญาณ&quot; คือ รู้วิธีกำจัดกิเลสด้วย อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์มีพระชนมายุได้ 35 พรรษา</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">3. วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน (ดับสังขารไม่กลับมาเกิดสร้างชาติ สร้างภพอีกต่อไป)</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้และแสดงธรรมเป็นเวลานานถึง 45 ปี จนมีพระชนมายุได้ 80 พรรษา ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในระหว่างนั้นทรงประชวรอย่างหนัก ครั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 6 พระพุทธองค์กับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ก็ไปรับภัตตาหารบิณฑบาตที่บ้านนายจุนทะ ตามคำกราบทูลนิมนต์ พระองค์เสวยสูกรมัททวะที่นายจุนทะตั้งใจทำถวายก็เกิดอาพาธลง แต่ทรงอดกลั้นมุ่งเสด็จไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อถึงยามสุดท้ายของคืนนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า &quot;ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด&quot; หลังจากนั้นก็เสด็จเข้าดับขันธ์ปรินิพพาน ในราตรีเพ็ญเดือน 6 นั้น &nbsp; &nbsp;&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp;</span></span><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;"><strong>ประวัติความเป็นมาของวันวิสาขบูชาในประเทศไทย</strong></span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปรากฏหลักฐานว่า วันวิสาขบูชา เริ่มต้นครั้งแรกในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สันนิษฐานว่าได้รับแบบแผนมาจากลังกา นั่นคือ เมื่อประมาณ พ.ศ. 420 พระเจ้าภาติกุราช กษัตริย์แห่งกรุงลังกา ได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาขึ้น เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา จากนั้นกษัตริย์ลังกา พระองค์อื่น ๆ ก็ปฏิบัติประเพณีวิสาขบูชานี้สืบทอดต่อกันมา</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนการเผยแผ่เข้ามาในประเทศไทยนั้น น่าจะเป็นเพราะประเทศไทยในสมัยกรุงสุโขทัยมีความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนากับประเทศลังกาอย่างใกล้ชิด เห็นได้จากมีพระสงฆ์จากลังกาหลายรูปเดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา และนำการประกอบพิธีวิสาขบูชาเข้ามาปฏิบัติในประเทศไทยด้วย</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการปฏิบัติพิธีวิสาขบูชาในสมัยสุโขทัยนั้น ได้มีการบันทึกไว้ในหนังสือนางนพมาศ สรุปได้ว่า &nbsp;เมื่อถึงวันวิสาขบูชา พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชบริพาร ทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ตลอดทั้งประชาชนชาวสุโขทัย จะช่วยกันประดับตกแต่งพระนคร ด้วยดอกไม้ พร้อมกับจุดประทีปโคมไฟให้ดูสว่างไสวไปทั่วพระนคร เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน เพื่อเป็นการบูชาพระรัตนตรัย ขณะที่พระมหากษัตริย์ และบรมวงศานุวงศ์ ก็ทรงศีล และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ ครั้นตกเวลาเย็นก็เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และนางสนองพระโอษฐ์ตลอดจนข้าราชการทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายในไปยังพระอารามหลวง เพื่อทรงเวียนเทียนรอบพระประธาน ส่วนชาวสุโขทัยจะรักษาศีล ฟังธรรม ถวายสลากภัต สังฆทาน อาหารบิณฑบาตแด่พระภิกษุสามเณร บริจาคทานแก่คนยากจน ทำบุญไถ่ชีวิตสัตว์ ฯลฯ</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หลังจากสมัยสุโขทัย ประเทศไทยได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์มากขึ้น ทำให้ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการประกอบพิธีวิสาขบูชา จนกระทั่งมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2360) ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ฟื้นฟูพิธีวิสาขบูชาขึ้นมาใหม่ โดยสมเด็จพระสังฆราช (มี) สำนักวัดราชบูรณะ ถวายพระพรให้ทรงทำขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ &nbsp;และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ. 2360 และให้จัดทำตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ เพื่อให้ประชาชนได้ทำบุญ ทำกุศล โดยทั่วหน้ากัน การรื้อฟื้นพิธีวิสาขบูชาขึ้นมาในครานี้ จึงถือเป็นแบบอย่างถือปฏิบัติในการประกอบพิธี วันวิสาขบูชา ต่อเนื่องมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;"><strong>วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของสหประชาชาติ</strong></span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญที่สุดทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากล้วนมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการถือกำเนิดของพระพุทธศาสนา คือ เป็นวันที่พระศาสดา คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ดังนั้นพุทธศาสนิกชนทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับวันวิสาขบูชานี้&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2542 องค์การสหประชาชาติได้ยอมรับญัตติที่ประชุม กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก โดยเรียกว่า Vesak Day &nbsp;ตามคำเรียกของชาวศรีลังกา ผู้ที่ยื่นเรื่องให้สหประชาชาติพิจารณา และได้กำหนดให้วันวิสาขบูชานี้ถือเป็นวันหยุดวันหนึ่งของสหประชาชาติอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อให้ชาวพุทธทั่วโลกได้มีโอกาสบำเพ็ญบุญเนื่องในวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระบรมศาสดา&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยการที่สหประชาชาติได้กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลกนั้น ได้ให้เหตุผลไว้ว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวลมนุษย์ เปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพุทธศาสนา เพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และทรงสั่งสอนทุกคนโดยใช้ปัญญาธิคุณ โดยไม่คิดค่าตอบแทน</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;"><strong>หลักธรรมที่สำคัญในวันวิสาขบูชา ที่ควรนำมาปฏิบัติ</strong></span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในวันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรยึดมั่นในหลักธรรม ซึ่งหลักธรรมที่ควรนำมาปฏิบัติในวันวิสาขบูชา ได้แก่</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;"><strong>1. ความกตัญญู</strong></span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คือ การรู้คุณคน เป็นคุณธรรมที่คู่กับความกตเวที ซึ่งหมายถึงการตอบแทนคุณที่มีผู้ทำไว้ ความกตัญญูและความกตเวทีนี้ เป็นเครื่องหมายของคนดี ทำให้ครอบครัวและสังคมมีความสุข ซึ่งความกตัญญูกตเวทีนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทั้ง บิดามารดาและลูก ครูอาจารย์กับศิษย์ นายจ้างกับลูกจ้าง ฯลฯ</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในพระพุทธศาสนา เปรียบพระพุทธเจ้าเสมือนกับบุพการี ผู้ชี้ให้เห็นทางหลุดพ้นแห่งความทุกข์ ดังนั้นพุทธศาสนิกชนจึงควรตอบแทนด้วยความกตัญญูกตเวทีด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และดำรงพระพุทธศาสนาให้อยู่สืบไป</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;"><strong>2. อริยสัจ 4</strong></span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใน วันวิสาขบูชา ได้แก่</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ทุกข์ คือ ปัญหาของชีวิต สภาวะที่ทนได้ยาก ซึ่งทุกข์ขั้นพื้นฐาน คือ การเกิด การแก่ และการตาย ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ ส่วนทุกข์จร คือ ทุกข์ที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก หรือความยากจน เป็นต้น</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - สมุทัย คือ ต้นเหตุของปัญหา หรือสาเหตุของการเกิดทุกข์ และสาเหตุส่วนใหญ่ของปัญหาเกิดจาก &quot;ตัณหา&quot; อันได้แก่ ความอยากได้ต่าง ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - นิโรธ คือ ความดับทุกข์ เป็นสภาพที่ความทุกข์หมดไป เพราะสามารถดับกิเลส ตัณหา อุปาทานออกไปได้</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - มรรค คือ หนทางที่นำไปสู่การดับทุกข์ เป็นการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา มี 8 ประการ ได้แก่ ความเห็นชอบ &nbsp;ดำริชอบ วาจาชอบ กระทำชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งจิตมั่นชอบ</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;"><strong>3. ความไม่ประมาท</strong></span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คือการมีสติตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ล้วนต้องใช้สติ เพราะสติคือการระลึกได้ การระลึกได้อยู่เสมอจะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ซึ่งความประมาทนั้นจะทำให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมา ดังนั้นในวันนี้พุทธศาสนิกชนจะพากันน้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยความมีสติ</span></span></p>

<p><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันวิสาขบูชา นับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกคน เป็นวันที่มีการทำพิธีพุทธบูชา เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระวิสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์และสรรพสัตว์ &nbsp;อีกทั้งเพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ทั้ง 3 ประการ ที่มาบังเกิดในวันเดียวกัน และนำหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติในการดำรงชีวิตค่ะ</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://cpn.onab.go.th/th/file/get/file/20210423cddfa055cdcf3970abe287bda14ae818153315.jpg' type='image/jpg' length='65527' />
</item>
</channel>
</rss>
